เปลี่ยนการแสดงผล

แสดงรายละเอียด ข่าวกรมการค้าต่างประเทศ

การระบายข้าวในสต็อกของรัฐ | 2584 

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศในเดือนพฤษภาคม 2557 ได้ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ โดยมี มล.ปนัดดา ดิสกุล เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ตรวจปริมาณและคุณภาพข้าวจากโครงการรับจำนำของรัฐบาลชุดที่แล้ว คณะอนุกรรมการได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 100 สาย ทำหน้าที่ตรวจนับปริมาณ เก็บตัวอย่างข้าว และส่งไปตรวจวิเคราะห์คุณภาพ

ผลการตรวจวิเคราะห์มีข้าวที่ถูกมาตรฐาน (เกรด P) 2.20 ล้านตัน เป็นข้าวที่ผิดมาตรฐานแต่ยังปรับปรุงเพื่อการบริโภคได้ 10 ล้านตัน (เกรด A ปริมาณ 6.26 ล้านตัน เกรด B ปริมาณ 3.74 ล้านตัน) และเป็นข้าวที่ผิดมาตรฐานมาก เช่น มีข้าวหักปนอยู่สูง มีเมล็ดเสียเมล็ดเหลืองปนอยู่มาก นอกจากนี้บางส่วนยังเป็นข้าวที่ยุ่ยเป็นผุยผง เมล็ดลาย ขึ้นรา มีกลิ่นเหม็น มีฝุ่น เป็นต้น ซึ่งไม่คุ้มหรือไม่อาจปรับปรุงเพื่อการบริโภคของคน (เกรด C ปริมาณ 5.47 ล้านตัน) และยังมีข้าวผิดชนิด 0.09 ล้านตัน เช่น กองข้าวเหนียวแต่เป็นขาวขาว หรือกองข้าวขาว 5% แต่เป็นปลายข้าวข้าวดังกล่าวข้างต้นตั้งกองปะปนกันอยู่ในคลังกลางต่างๆ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ต้องมารับภาระระบายข้าวในสต็อกที่มีปริมาณมากอย่างเป็นประวัติการณ์ 

ในการระบายข้าว คณะกรรมการ นบข. ได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวคงเหลือในสต็อกของรัฐ และตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว เพื่อทำหน้าที่พิจารณาหลักเกณฑ์ แนวทาง และเงื่อนไขการระบายและจำหน่ายข้าวตามกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวของคณะกรรมการ นบข.          คณะอนุกรรมการฯ ได้ตั้งคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต็อกของรัฐ ทำหน้าที่ดำเนินการและจัดการประมูล โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ คือ

(1) คณะกรรมการ นบข. อนุมัติกรอบแผนการระบายข้าว

(2) คณะอนุกรรมการฯ อนุมัติหลักเกณฑ์ เงื่อนไข รายละเอียดการประมูล

(3) คณะทำงานฯ จัดการประมูล สรุปผลเสนอประธานอนุกรรมการฯ เพื่อเสนอประธานกรรมการ นบข. ให้ความเห็นชอบ โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธาน คสช. และประธานกรรมการ นบข. ได้มอบอำนาจให้พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ ในฐานะรองประธาน คสช. และรองประธานกรรมการ นบข. เป็น ผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบการระบายข้าวในสต็อกของรัฐตามนโยบาย

การระบายข้าวเป็นการดำเนินการในรูปของคณะทำงาน คณะอนุกรรมการ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ นบข. กรมการค้าต่างประเทศเป็นเพียงฝ่ายเลขานุการ ไม่ใช่เป็นผู้มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติการระบายหรือผลการประมูล

การระบายข้าวในสต็อกของรัฐตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี (สิงหาคม 2557 - กรกฎาคม 2560) ของกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ แนวทาง วิธีการ หลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการ นบข. ให้ความเห็นชอบมาโดยตลอด โดยใช้หลักปฏิบัติเดียวกันกับทุกราย ด้วยความโปร่งใส ชัดเจน โดยได้มีการทำความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมประมูล ชี้แจงผ่านสื่อให้สาธารณชนได้รับทราบมาโดยตลอด โดยนำข้าวที่ผ่านการตรวจนับปริมาณและมีการตรวจวิเคราะห์และจัดระดับคุณภาพแล้วมาระบายตามจังหวะเวลา และช่องทางที่เหมาะสม ทั้งนี้ หากมีการปรับแนวทาง วิธีการ และแผนการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ นบข. ก่อนทุกครั้ง จึงจะสามารถดำเนินการได้

การระบายข้าวตลอดในช่วงปี 2557 - 2559 ภาครัฐพยายามนำข้าวออกประมูลเป็นการทั่วไป   ให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์สูงสุดของทางราชการในด้านราคา แต่การระบายก็ยังทำได้ไม่เร็วเท่าที่ควรเพราะ    มีข้อจำกัดของตลาดเพื่อการบริโภค จนเหลือข้าวในสต็อกประมาณ 8.01 ล้านตัน พบปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ คือ

· มีข้าวดีและข้าวเสียปะปนกันภายในคลัง ไม่สามารถแยกกองขายตามคุณภาพหรือชนิดได้ เพราะมีกองอื่นบังอยู่ ขายไปแล้วขนออกไม่ได้  ไม่คุ้มค่าในการคัดแยกขายโดยละเอียด ซึ่งได้เคยทดลองดำเนินการแล้วต่อหน้าสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรากฎว่ามีค่าใช้จ่ายสูงและเสียเวลามากต่อไป   อีกหลายปี

· ข้าวในสต็อกมีความเสื่อมสภาพและมูลค่าลดลงตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้บริโภค ชื่อเสียงและคุณภาพข้าวไทย

· ตลาดข้าวบริโภคทั่วไปมีขีดจำกัดในการรองรับปริมาณข้าวในสต็อกของรัฐจากการที่ภาครัฐได้ระบายข้าวไปแล้วจำนวนมากก่อนหน้านี้ และข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ที่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เป็นความกดดันในการเร่งรัดระบายข้าวเพื่อแก้ไขปัญหาสต็อกข้าวกดทับตลาดและราคาข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ที่เกษตรกรจะได้รับ

· ภาระค่าเก็บรักษาข้าวในสต็อกของรัฐ

· ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การกำหนดเกณฑ์ราคาขั้นต่ำทำให้ขายได้น้อยและที่สำคัญ มีผลกระทบเป็นการชี้นำข้าวในตลาด ส่งผลถึงราคาข้าวที่ชาวนาจะได้รับด้วย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่มีข้อร้องเรียนจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยว่าหากขายไปในตลาดข้าวบริโภคและมีการกำหนดราคาขั้นต่ำที่ต่ำกว่าตลาดมากจะมีผลกระทบต่อราคาข้าวหอมมะลิที่ส่งออก

จากข้อจำกัดและปัญหาดังกล่าวข้างต้น นบข. จึงต้องปรับแนวทางการระบาย โดยแยกข้าวออกเป็น 3 กลุ่ม ตามเกณฑ์คุณภาพของข้าว เพื่อแยกตลาดให้ชัดเจน โดยขายเหมาแบบยกคลัง เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 ตามมติคณะกรรมการ นบข. ครั้งที่ 1/2560 ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เป็นข้าวทั่วไปเพื่อการบริโภค

กลุ่มที่ 2 เป็นข้าวระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคน

กลุ่มที่ 3 เป็นข้าวระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ 

สำหรับกรณีของคลัง บจก.ประสิทธิ์ชัยอุบล (โซลาร์ไรซ์) 2011 หลัง 9 ที่มีผู้กล่าวอ้างว่าขายข้าวคุณภาพดีในราคาที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์นั้น มีข้อเท็จจริง คือ ในการประมูล ครั้งที่ 19 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ได้นำข้าวปริมาณ 14,035 ตัน จำนวน 8 กอง (คุณภาพถูกต้องตามมาตรฐาน 2 กอง ที่เหลือไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน และมี 1 กอง เป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ ข้าวเน่า ขึ้นรา เกาะกันเป็นก้อน มีกลิ่นเหม็น และมีฝุ่น)  มาประมูลขาย เป็นการขายทั่วไปและอุตสาหกรรม โดยมีเงื่อนไขข้าวคุณภาพดีขายทั่วไปผู้ซื้อสามารถนำไปปรับปรุงเพื่อการบริโภคได้ ส่วนข้าวที่ไม่เหมาะแก่การบริโภคผู้ซื้อจะต้องนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเท่านั้น จะไปใช้เพื่อการบริโภคไม่ได้ โดยมีมาตรการควบคุมการนำไปใช้อย่างเคร่งครัดโดย อคส. ผลการประมูลปรากฏว่ามีผู้เสนอราคาซื้อคิดเป็นราคากิโลกรัมละ 11.25 บาท แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ราคาขั้นต่ำ   จึงไม่ได้รับอนุมัติให้ขาย

หลังจากการประมูลครั้งนี้ นบข. ให้ชะลอการระบายข้าวทั้งหมด เนื่องจากเป็นช่วงที่ข้าวฤดูใหม่กำลังออกสู่ตลาด และเพื่อป้องกันผลกระทบด้านราคาต่อเกษตรกร

ต่อมาในปี 2560 ได้จัดให้มีการประมูล ครั้งที่ 23 เป็นการประมูลขายข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ซึ่งไม่มีการแยกกองขาย แต่เป็นการขายแบบจัดกลุ่มยกคลังตามแนวทางการระบายตาม มติ นบข. ครั้งที่ 1/2560 และข้าวในคลังของ บจก.ประสิทธิ์ชัยอุบล (โซลาร์ไรซ์) 2011 หลัง 9 ซึ่งมีข้าวคุณภาพถูกต้องตามมาตรฐาน 2 กอง ที่เหลือไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน และมี 1 กอง เป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ  ข้าวเน่า ขึ้นรา เกาะกันเป็นก้อน มีกลิ่นเหม็น และมีฝุ่น จัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 คือ เป็นข้าวระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคน ซึ่ง บจก.กาญจนาอาหารสัตว์ เป็นผู้ประมูลได้ในราคากิโลกรัมละ 6.10 บาท

ในการดำเนินการระบายข้าวในสต็อกจำนวนมหาศาลจากโครงการรับจำนำของรัฐบาลชุดที่แล้ว เป็นภาระที่รัฐบาลชุดนี้ต้องดำเนินการเพื่อลดค่าใช้จ่ายจากงบประมาณของรัฐในการจ่ายเป็นค่าเก็บรักษา ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวในสต็อกเสียหายไปมากกว่านี้ รวมทั้งไม่ให้มีข้าวในสต็อกมากดทับตลาด ซึ่งจะมีผลกระทบต่อราคาข้าวที่ชาวนาจะได้รับ ในช่วงแรก นบข.จึงได้พยายามที่จะให้สามารถระบายข้าวโดยให้รัฐได้ราคาสูงสุด แต่หลังจากดำเนินการได้ระยะหนึ่งก็ปรากฏชัดว่าเรื่องราคาข้าวที่ได้รับไม่ใช่ประเด็นหลักสำคัญในการตัดสินใจระบาย เนื่องจากปริมาณข้าวในสต็อกที่มีมากล้นตลาด คุณภาพข้าวที่มีปัญหาและเสื่อมสภาพ เพราะเมื่อเริ่มระบายข้าวตันแรกก็ขาดทุนแล้ว เนื่องจากต้นทุนที่จำนำไว้ข้าวขาวตันละประมาณ 22,000 - 23,000 บาท ข้าวหอมมะลิตันละประมาณ 28,000 - 29,000 บาท แต่ประเด็นสำคัญคือจะต้องคำนึงถึงช่องทางระบายและการนำข้าวไปใช้ที่จะต้องไม่กระทบต่อตลาด สุขอนามัยของมนุษย์และสัตว์ ชื่อเสียงและคุณภาพข้าวไทย เพื่อให้สภาพการค้าข้าวไทยกลับมาสู่ภาวะปกติเป็นไปตามกลไกตลาดโดยเร็ว 

สำหรับกรณีที่มีผู้เสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปเปิดคลังตรวจคุณภาพข้าวใหม่นั้น จนถึงปัจจุบันนี้เลยขั้นตอนดังกล่าวมานานแล้ว เพราะได้มีการตรวจสอบคุณภาพข้าวมาตั้งแต่ปี 2557 ผลการตรวจสอบก็เป็นที่รับทราบต่อสาธารณชนและก็เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอยู่แล้วในขณะนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องดำเนินการตามที่เสนอ

กรณีที่มีผู้ยกเรื่องข้าวในคลังสินค้าบางคลังมากล่าวหาในทำนองว่ามีคนซื้อในราคาสูงไม่ขายแต่ไปขายในราคาถูก รวมทั้งมีการได้รับเงินทอน มีการแอบอ้างชื่อท่านนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการเกี่ยวกับการประมูลข้าว เป็นการบิดเบือนใส่ร้าย ให้สังคมเข้าใจผิด เป็นการไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ต้องปฎิบัติงานตามนโยบายที่คำนึงถึงประโยชน์โดยรวมของรัฐและประชาชนเป็นสำคัญที่สำคัญคือผลกระทบจากการระบายข้าวที่ต้องสะดุดหยุดลงเพราะการกระทำของคนบางกลุ่มที่เสียประโยชน์ส่วนตัวและกำลังทำทุกวิถึทางที่จะโจมตีรัฐบาลเรื่องการขายข้าวในสต็อกของรัฐ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบและสร้างความเสียหายในวงกว้างต่อการบริหารจัดการสต็อก และวงจรการผลิต การค้าข้าวในช่วงต้นฤดูที่ใกล้จะมาถึงแล้ว ซึ่งเป็นภาระที่คนไทยทั้งประเทศต้องแบกรับต่อไป

 

********************************

เอกสารแนบ