เปลี่ยนการแสดงผล

แสดงรายละเอียด ข่าวกรมการค้าต่างประเทศ

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กับกฎหมายควบคุม AI ฉบับแรกของโลก | 9476 

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 รัฐสภายุโรป (European Parliament) มีมติเห็นชอบพระราชบัญญัติควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Act: AI Act) เพื่อควบคุมการใช้เทคโนโลยี AI ที่มีความเสี่ยงสูง และป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ขัดต่อค่านิยมของสหภาพยุโรป หรือละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนโดยจะมีผลใช้บังคับในี 2568 กฎหมายดังกล่าวับเป็นก้าวสำคัญในการกำกับดูแล AI ซึ่งหากมาตรการดังกล่าวมีการใช้บังคับแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อคู่ค้าระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรม AI มาอย่างต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย อาทิ ด้านการแพทย์ เช่น การวินิจฉัยโรคและการพัฒนายารักษาโรค ด้านการเกษตร เช่น การตรวจสอบสภาพแวดล้อมและการจัดการพืชผล ด้านการเงินเช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยงและการป้องกันการทุจริต และด้านการตลาด เช่น การคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคและการวางแผนการสื่อสารการตลาด ด้วยศักยภาพของ AI ที่รอบด้าน AI จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ (Singh, 2024)

AI Act ให้อำนาจการกำกับดูแลการใช้งาน AI แก่คณะกรรมการ European Artificial Intelligence Board ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรป ทำหน้าที่ตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งาน AI รวมถึงให้อำนาจในการกำหนดข้อบังคับและมาตรการควบคุมสำหรับ AI เพื่อให้การใช้บังคับ AI Act เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในทุกประเทศสมาชิก และไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน (Future of Life Institute, 2024)

ภายใต้ AI Act มีการแบ่งประเภท AI ตามระดับความเสี่ยงและกำหนดข้อบังคับที่เหมาะสมสำหรับแต่ละระดับความเสี่ยง 4 ระดับ ได้แก่ 1) AI ที่มีความเสี่ยงระดับที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable risk) 2) AI ที่มีความเสี่ยงสูง (High risk) 3) AI ที่มีความเสี่ยงจำกัด (Limited risk) และ 4) AI ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด (Minimal risk) (European Commission, 2021) และกำหนดข้อบังคับและการควบคุมที่เหมาะสมสำหรับแต่ละระดับความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่า AI ถูกใช้อย่างปลอดภัยและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน (Future of Life Institute. 2024)

1) AI ที่มีความเสี่ยงระดับที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable risk) โดยจะกำหนดเป็นมาตรการ “ห้าม” ดำเนินกิจกรรม อาทิ การห้ามใช้ระบบ AI ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อกำหนดคะแนนของประชาชน ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้จ่ายเงิน การชำระหนี้ หรือการใช้งานบนโลกอินเทอร์เน็ตโดยในประเทศจีน มีการใช้ระบบการให้คะแนนทางสังคม (Social scoring) ที่ให้คะแนนประชาชนและคะแนนเหล่านี้จะส่งผลต่อการได้รับสิทธิพิเศษหรือถูกจำกัดสิทธิบางประการ เช่น การเข้าถึงสินเชื่อหรือการจ้างงาน เป็นต้น ซึ่งระบบดังกล่าวขัดต่อสิทธิของพลเมืองและหลักการประชาธิปไตย รวมถึงการใช้ AI เพื่อระบุตัวตนของประชาชน (Real-time biometric identification systems) ที่เป็นการใช้กล้องวงจรปิดร่วมกับ AI เพื่อระบุตัวตนบุคคลในที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือสถานีรถไฟ ก็อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวได้เช่นกัน และอีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลคือการใช้ AI ในการโฆษณาและใช้ในการตลาดแบบเจาะจง (Targeted advertising) โดยเฉพาะกรณีที่ AI ถูกใช้เพื่อสร้างสื่อโฆษณาที่อาจมีเนื้อหาบิดเบือนจากความเป็นจริง เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการนั้น ๆ

2) AI ที่มีความเสี่ยงสูง (High risk) จะกำหนดเป็นมาตรการ “ขออนุญาต” ก่อนดำเนินกิจกรรม รวมถึงต้องมีการรายงานความเสี่ยงไปยัง European Artificial Intelligence Board อาทิ การใช้ AI ในระบบการแพทย์ เช่น การใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาพเอ็กซเรย์สำหรับการวินิจฉัยโรค หากระบบวินิจฉัยผิดพลาดอาจส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสมและส่งผลต่อชีวิตและสุขภาพของผู้ป่วย การใช้ AI ในการจ้างงาน เช่น การใช้ AI ในการประเมินผลการทำงานของพนักงานอาจนำไปสู่การประเมินที่ไม่เป็นธรรม การใช้ AI ในระบบการศึกษา เช่น การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนผ่านการใช้ AI ซึ่งอาจเป็นเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงการใช้ AI ในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การตรวจสอบและบำรุงรักษาโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างหรือระบบไฟฟ้า ซึ่งหากมีความผิดพลาด อาจส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การใช้ AI ในกิจกรรมเหล่านี้จำเป็นจะต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดก่อนนำมาใช้

3) AI ที่มีความเสี่ยงจำกัด (Limited risk) จะกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องมีการแจ้งข้อมูลให้ผู้ใช้บริการทราบว่า AI กำลังถูกใช้งาน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงต้องมีข้อบังคับในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และต้องมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ AI ที่ให้บริการ เช่น วัตถุประสงค์ของการใช้งาน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งาน AI ตัวอย่างของกิจกรรมที่มีความเสี่ยงจำกัด ประกอบด้วย การใช้แชทบอทเพื่อตอบคำถามลูกค้าในเว็บไซต์ ระบบการแนะนำสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ระบบการตรวจจับสแปมจากกล่องจดหมายเข้า เพื่อให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเผชิญกับอีเมลที่ไม่ต้องการ หรือการพัฒนาคอนเทนต์หรือบทความอัตโนมัติสำหรับบล็อกหรือเว็บไซต์ โดยข้อบังคับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้งาน AI ในกิจกรรมเหล่านี้มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้ใช้งาน

4)  AI ที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด (Minimal risk) เป็น AI ที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือสิทธิของบุคคล จึงจะไม่ถูกควบคุมโดย AI Act อาทิ ระบบแนะนำเนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย เพื่อแนะนำเนื้อหาหรือโพสต์ที่ผู้ใช้อาจสนใจ โดยตรวจจับจากพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภค แอปพลิเคชันกล้องถ่ายรูปในสมาร์ทโฟนที่ใช้ AI ในการปรับแต่งรูปภาพหรือแอปพลิเคชันแปลภาษาที่ใช้ AI ในการแปลข้อความหรือเสียงโดยทันที เป็นต้น

 

เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งาน AI เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับ และไม่ก่อให้เกิดละเมิดสิทธิมนุษยชนและความเป็นส่วนตัวของบุคคล กฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรปได้กำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดสำหรับการฝ่าฝืนข้อกำหนด ดังนี้

1) บริษัทที่ฝ่าฝืน AI Act อาจต้องเสียค่าปรับสูงถึงร้อยละ 6 ของรายได้บริษัท (Company’s turnover) กรณีที่มีการใช้ AI ที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่ได้ขออนุญาต หรือไม่ได้มีการตรวจสอบและรายงานผลไปยัง European Artificial Intelligence Board เพื่อให้บริษัทปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเข้มงวด (Future of Life Institute, 2024)

2)  หากพบว่ามีการละเมิดโดยใช้งาน AI ที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่ได้ขออนุญาตอาจมีการสั่งระงับการใช้งาน AI นั้นจนกว่าจะมีการแก้ไขและได้รับอนุญาต ซึ่งการระงับการใช้งาน AI อาจเป็นการชั่วคราวหรือถาวร ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการฝ่าฝืน (Future of Life Institute, 2024)

3)  หากผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีการใช้ AI ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ต่อสิทธิมนุษยชน และต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน AI Act สามารถกำหนดให้คณะกรรมการฯ เรียกคืนผลิตภัณฑ์หรือบริการจากตลาดได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงในด้านดังกล่าวต่อผู้ใช้งาน โดยจะต้องคืนเงินและเปลี่ยนสินค้าให้กับผู้บริโภคด้วย (Future of Life Institute, 2024)

ทั้งนี้ ในกรณีที่การฝ่าฝืนนำไปสู่การละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนหรือก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง อาจมีการลงโทษทางกฎหมายเพิ่มเติม เช่น การฟ้องร้องดำเนินคดีในศาล การลงโทษทางกฎหมายอาจรวมถึงการจำคุกหรือการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิด (Future of Life Institute, 2024).

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่นี้อาจเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการทำธุรกิจในสหภาพยุโรป ทั้งบริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยี AI หรือบริษัทที่ใช้ AI ในกระบวนการผลิตการบริการลูกค้า และการตลาด จึงอาจกล่าวได้ว่า AI Act ดังกล่าวมีทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับบริษัทไทยที่ทำธุรกิจในสหภาพยุโรป ดังนี้

ความท้าทาย

1) ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตาม (Compliance Costs): การปฏิบัติตาม AI Act อาจทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการรักษาคุณภาพของข้อมูล การจัดทำระบบบริหารความเสี่ยง รวมถึงค่าดำเนินการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการอาจพบว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นภาระของบริษัท ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหภายุโรป (Madiega, 2019)

2) ความซับซ้อนของข้อกฎหมาย (Regulatory Complexity): การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ซับซ้อนของ AI Act เป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงการทำความเข้าใจกับหมวดหมู่ความเสี่ยง ข้อกำหนดในการปฏิบัติตาม และข้อกำหนดในการรายงาน ผู้ประกอบการอาจต้องมองหาที่ปรึกษาด้านกฎหมายและเทคนิคเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้ (Madiega, 2019)

3) การเข้าถึงตลาด (Market Access): การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปได้ อีกทั้ง อาจนำไปสู่การเรียกคืนผลิตภัณฑ์ การถูกปรับ และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงบริษัท ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าตลาดและการเติบโต (Veale & Borgesius, 2021)

โอกาส

1) เพิ่มศักยภาพและโอกาสทางการค้า (Market Differentiation): การปรับโครงสร้างธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายฉบับใหม่นี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท ซึ่งถือเป็นจุดขายสำหรับประเทศคู่ค้าในสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและมีความโปร่งใส (Veale & Borgesius, 2021)

2) ช่วยส่งเสริมและกระตุ้นตลาดนวัตกรรม: กฎหมาย AI Act ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากข้อกฎหมายดังกล่าวในการพัฒนานวัตกรรมให้เป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับคู่ค้าในสหภาพยุโรปได้เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้และเสริมสร้างความสามารถทางด้าเทคโนโลยี (European Commission, 2021)

AI Act ฉบับนี้จะเป็นต้นแบบสำหรับภาครัฐหลายประเทศในการออกมาตรการเพื่อควบคุม AI ให้ใช้ในทางที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต ซึ่งภาครัฐประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน มีแนวโน้มริเริ่มการออกกฎหมายในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน

ผู้ประกอบการควรจับตาดูแนวโน้มการพัฒนา AI ในอนาคตอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเทคโนโลยี AI จะมีผลกระทบต่อธุรกิจในอนาคต การไม่เตรียมตัวและไม่ปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้สูญเสียความสามารถการแข่งขันในตลาด ผู้ประกอบการที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI หรือเทคโนโลยีขั้นสูงและทำธุรกรรมทางการค้ากับประเทศในสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศที่เน้นการใช้นวัตกรรม ควรศึกษาข้อกฎหมายและทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศจะติดตามความคืบหน้าของมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น แนวโน้มมาตรการภาครัฐในการควบคุม AI ของต่างประเทศ รวมถึงแนวทางการป้องกันไม่ให้บริษัทเทคโนโลยีไทยเกี่ยวข้องกับการซื้อขายเทคโนโลยี AI ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เป็นต้น เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถปรับตัวและเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจต่อไป

 

 

เอกสารแนบ