ความคืบหน้าสถานการณ์การพัฒนาระบบควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Strategic Trade Controls: STCs) ของนานาประเทศ | 571
ภาพรวมกระแสโลกในประเด็นการควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Strategic Trade Controls: STCs)
ปัจจุบันเวทีนานาชาติด้านระบบ STCs ให้ความสำคัญกับการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technologies: ET) ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) เทคโนโลยีไร้คนขับ (Unmanned Technology) มากขึ้น ซึ่งการใช้งานของเทคโนโลยีดังกล่าวมีโอกาสขยายขอบเขตไปยังกลุ่มเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) โดยเฉพาะการใช้งานในกลุ่มประเทศที่ถูกกำหนดมาตรการคว่ำบาตรตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือห้องวิจัยปฏิบัติการลับในต่างประเทศ นานาชาติจึงเริ่มเล็งเห็นความจำเป็นในการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและมหาวิทยาลัยรวมถึงหน่วยงานวิจัย เนื่องจากเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้เชี่ยวชาญด้านความก้าวหน้าและพัฒนาการในเทคโนโลยีชั้นสูงดังกล่าวที่สามารถประเมินการดัดแปลงของเทคโนโลยีที่อาจนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นแบบความสำเร็จด้านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐกับมหาวิทยาลัย ปัจจุบันมหาวิทยาลัยภาครัฐญี่ปุ่นร้อยละ 100 ได้มีการติดตั้งระบบการควบคุมสินค้าภายในองค์กร (Internal Compliance Programme: ICP) อย่างสมบูรณ์แล้ว ในขณะที่อัตราการมีระบบงาน ICP ของมหาวิทยาลัยเอกชนอื่นๆ อยู่ที่ร้อยละ 65.5 และมีแผนจะเพิ่มเป็นร้อยละ 100 ภายในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นยังสร้างเครือข่ายระบบ STCs ในแต่ละภูมิภาค ทั้งหมด 13 ภูมิภาคเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการระบบ STCs ให้เข้มแข็ง ดังภาพ

แผนภาพที่ 1: แผนภาพเครือข่ายมหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่นในการดำเนินการด้าน STCs
ที่มา: https://www.meti.go.jp/policy/anpo/law_document/tutatu/t07sonota/t07sonota_jishukanri03_eng.pdf
ภาพรวมพัฒนาการระบบ STCs ในแต่ละภูมิภาค
ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council Resolution: UNSCR) ที่ 1540 กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีมาตรการภายในประเทศที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการแพร่ขยาย WMD ทั้งนี้ จากสถิติการดำเนินการมาตรการ STCs ปี 2564 พบว่าทั่วโลกมีการกำหนดมาตรการฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยหากแบ่งเป็นภูมิภาค พบว่า เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีประเทศที่ใช้มาตรการ STCs สูงที่สุด เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 รองลงมาได้แก่ แอฟริกา เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 อันดับที่ 3 คือ ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 อันดับที่ 4 คือ ยุโรปตะวันออก เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ในขณะที่ยุโรปตะวันตกและภูมิภาคอื่นๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงกระแสโลกในภาพรวมที่แต่ละภูมิภาคต่างมีพัฒนาการเกี่ยวกับมาตรการการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยาย WMD มากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งประเทศที่มีความคืบหน้าในการดำเนินการมาตรการ STCs อย่างชัดเจน เช่น สปป.ลาว ปากีสถานและไทย

แผนภาพที่ 2: สัดส่วนการดำเนินการตามข้อมติ UNSCR 1540 แบ่งตามภูมิภาค
ที่มา: https://outreach2022.go.jp/control_seminar.html
ตัวอย่างความคืบหน้าสถานการณ์การพัฒนาระบบ STCs ของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
จีน มีระบบ STCs ตั้งแต่ปี 2533 โดยมีกฎหมายควบคุมตามประเภทสินค้าทั้งหมด 6 ประเภท ได้แก่ สารเคมี อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธนิวเคลียร์ที่เกี่ยวข้องกับ DUI ขีปนาวุธ อาวุธเคมี และเทคโนโลยี โดยเป็นการควบคุมสินค้าด้วยมาตรการอนุญาต ซึ่งปัจจุบันทางภาครัฐจีนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขอใบอนุญาตในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แทนรูปแบบกระดาษ นอกจากนั้น จีนยังเริ่มให้ความสำคัญกับระบบงาน ICP ด้วยการออกคู่มือและแนวทางสำหรับผู้ประกอบการในการจัดทำระบบงาน ICP ด้วย
ปากีสถาน มีกฎหมาย Strategic Export Control Act 2004 (SECA 2004) ที่ควบคุมกิจกรรมการส่งออก ส่งกลับ ถ่ายลำและผ่านแดนของสินค้า เทคโนโลยี วัสดุและอุปกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธชีวภาพ ตั้งแต่ปี 2547 โดยมีบัญชีรายการ DUI ซึ่งรวบรวมมาจากระบอบสากล NSG MTCR และ AG ตั้งแต่ปี 2548 ทั้งนี้ มีกระบวนการขออนุญาตที่เป็นขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การลงทะเบียน การยื่นเอกสารเพื่อขอใบอนุญาต การจำแนกสินค้า รวมไปถึงกระบวนการตัดสินใจสำหรับการให้อนุญาต และมีการจัดฝึกอบรมเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการจำแนกสินค้าและสร้างความตระหนักรู้แก่ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง
ฟิลิปปินส์ ปัจจุบันมีบริษัทที่ขึ้นทะเบียนเพื่อขออนุญาตส่งออก DUI ภายใต้หน่วยงาน Strategic Trade Management Office (STMO) จำนวน 68 บริษัท และได้รับการอนุมัติทั้งหมด 60 บริษัท โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป ผู้ส่งออก DUI จะต้องได้รับการอนุมัติจาก STMO ก่อนส่งออก ทั้งนี้ DUI ที่มีการส่งออกมากที่สุด คือ หมวด 5 (5A002) เช่น integrated circuits aircraft communication modules คิดเป็นร้อยละ 92.42 รองลงมาคือ หมวด 3 (3A001) คิดเป็นร้อยละ 7.43 และสินค้าในหมวดอื่นๆ เช่น หมวด 2 หมวด 6 และหมวด 7 คิดเป็นร้อยละ 0.15 นอกจากนี้ STMO มีการพัฒนาโปรแกรมวิเคราะห์การส่งออกสินค้ายุทธศาสตร์ (Strategic Trade Industry Analytic System: STIAS) เพื่อจัดทำ Industry Mapping ในการวิเคราะห์สถิติผู้ส่งออก DUI ประเทศปลายทางที่ส่งออก DUI และมูลค่าการส่งออก DUI ตามด่านศุลกากรต่างๆ เป็นต้น
มาเลเซีย มีการอนุญาตส่งออก DUI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 มีใบอนุญาตจำนวน 2,987 ฉบับ และในปี 2564 มีใบอนุญาตจำนวน 3,102 ฉบับ ซึ่งกิจกรรมที่มีการขอใบอนุญาต DUI มากที่สุดคือ (1) การส่งออก (2) การถ่ายลำ และ (3) การผ่านแดน ตามลำดับ โดยมูลค่าการส่งออก DUI คิดเป็นร้อยละ 1.8 ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งสินค้าที่มีการส่งออกมากที่สุด คือ หมวด 5 คิดเป็นร้อยละ 60.63 รองลงมาคือ หมวด 3 คิดเป็นร้อยละ 15.93 และบัญชีสินค้ายุทธภัณฑ์ (Military List: ML) คิดเป็นร้อยละ 8.82 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดตามลำดับ นอกจากนี้ มาเลเซียมีการปรับ Checklist ของระบบงาน ICP เพิ่มเติม โดยปัจจุบันมีจำนวน 67 บริษัท ที่ผ่านการประเมินระบบงาน ICP ทั้งนี้ ในปี 2562 - 2565 มาเลเซียได้ริเริ่มก่อตั้งศูนย์ควบคุมการส่งออกของมาเลเซีย (Malaysia Strategic Trade Control Community: MYSTCC) ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยในปี 2566 มีแผนที่จะตั้งคณะกรรมการ MYSTCC ที่ประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญ และในปี 2567 – 2568 มีแผนที่จะจัดตั้งให้ MYSTCC เป็นองค์กรอิสระและจะเริ่มติดตั้งระบบการลงทะเบียนสำหรับเข้าร่วม MYSTCC ต่อไป
สิงคโปร์ มีการปรับบัญชีรายการ DUI ภายใต้กฎหมาย the Strategic Goods (Control) Order ให้เป็นปี 2564 และมีการเพิ่มบัญชีรายการ DUI ในกิจกรรมการถ่ายลำและการผ่านแดนภายใต้กฎหมาย Strategic Goods (Control) Regulations จำนวน 14 รายการ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565 นอกจากนี้ สิงคโปร์ได้ออกมาตรการห้ามส่งสินค้ายุทธภัณฑ์ในบัญชี 1 (Annex 1 Military Goods) และ DUI ในหมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5 ไปยังรัสเซีย
สปป. ลาว ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-use items: DUI) แต่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคุณลักษณะทางเทคนิคของสินค้าและคณะกรรมการร่างกฎหมายการบริหารสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DECREE ON THE MANAGEMENT OF DUAL USE GOODS) ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการร่างกฎหมาย และรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2566
สาธารณรัฐเกาหลี มีกฎหมายควบคุมสินค้า ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงในการพัฒนาเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยาย WMD โดยมีหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตแบ่งตามประเภทของสินค้าทั้งหมด 3 หน่วยงาน กระบวนการขออนุญาตจะทำผ่านระบบ YESTRADE ซึ่งเริ่มจากให้บริษัทจำแนกสินค้าด้วยตนเอง (Self-Classification) หรือจำแนกผ่านหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของสินค้า (Professional Classification) ผ่านระบบฯ และออกผลการจำแนกสินค้า ทั้งนี้ บริษัทสามารถสมัครเพื่อยื่นขอใบอนุญาตส่งออก ติดตามสถานะและรอรับผลการตรวจสอบสินค้า การใช้และผู้ใช้สุดท้ายของเจ้าหน้าที่ได้ผ่านทางระบบฯ ในทุกกระบวนการ นอกจากนี้ สาธารณรัฐเกาหลียังมีการปรับปรุงบัญชีควบคุมและออกมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าบางรายการไปยังรัสเซียและเบลารุส
ฮ่องกง ภาครัฐได้มีบริการจำแนก DUI โดยบริษัทจะได้รับผลการจำแนกผ่านหมายเลขอ้างอิงเฉพาะ ซึ่งบริษัทสามารถใช้หมายเลขดังกล่าวประกอบการขอรับการออกใบอนุญาตได้ ทั้งนี้กระบวนการทั้งหมดจะดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่สินค้าไม่เป็น DUI ภาครัฐสามารถออกใบรับรองว่าสินค้าไม่เกี่ยวข้องกับ DUI เพื่อใช้เป็นอ้างอิงได้เช่นกัน
สำหรับประเทศไทยมีการกำหนดมาตรการภายใต้ พ.ร.บ. การควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2562 ซึ่งสามารถกำหนดมาตรการอนุญาต มาตรการรับรองตนเองว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยาย WMD และมาตรการอื่นใดเพื่อประโยชน์ในการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยาย WMD รวมถึงมาตรการเกี่ยวกับสินค้าที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการใช้สุดท้ายหรือผู้ใช้สุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยาย WMD ปัจจุบัน ไทยมีการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง มาตรการเพื่อประโยชน์ในการควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและมาตรการเกี่ยวกับสินค้าที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการใช้สุดท้ายหรือผู้ใช้สุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2564 (ประกาศมาตรการ EUEUC) ซึ่งในการจำแนก DUI นั้น จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการจำแนกฯ ดังนั้น ประเทศที่มีการกำหนดมาตรการ ขออนุญาตจำเป็นต้องมีความพร้อมในการสร้างผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน นอกจากนั้น กรมฯ ยังได้ออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง หลักเกณฑ์การรับรองระบบงานควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2564 (ประกาศหลักเกณฑ์การรับรองระบบงานฯ) เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีระบบงาน ICP ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องตามหลักสากลในการป้องกันธุรกรรมขององค์กรไม่ให้เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยาย WMD ทั้งนี้ ไทยได้มีการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ภาคเอกชนในการจัดทำระบบงาน ICP รวมถึงการจัดการประเมินเพื่อรับรองระบบงาน ICP ขององค์กรเพื่อสร้างมาตรฐานระบบงาน ICP ของไทยให้เข็มแข็งและยั่งยืนต่อไป
นอกจากนี้ ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษาที่มักจะมีความเสี่ยงในการถ่ายทอดเทคโนโลยีในรูปแบบที่จับต้องไม่ได้ (intangible items) โดยเฉพาะการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ บทความ และงานวิจัย กรมฯ ยังคงเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับภาคการศึกษาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะแรกได้เชิญผู้แทนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เข้าร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการภาคีเครือข่ายความร่วมมือระบบงานควบคุมสินค้าภายในองค์กร (Internal Compliance Program (ICP) Network) และโครงการบ่มเพาะระบบงานควบคุมสินค้าภายในองค์กร (ICP In-house) รุ่นที่ 2/2565 (รุ่นที่ 4) เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดทำระบบงาน ICP ร่วมกับผู้แทนภาคเอกชนกว่า 100 ราย เพื่อส่งเสริมในการนำความรู้ของระบบงาน ICP ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อสถาบันอุดมศึกษาต่อไป
อ้างอิง:
The 29th Asian Export Control Seminar, Tokyo, Japan. (2023, February 14 – 16)
https://www.meti.go.jp/policy/anpo/law_document/tutatu/t07sonota/t07sonota_jishukanri03_eng.pdf
https://outreach2022.go.jp/control_seminar.html
https://www.un.org/en/sc/1540/
https://www.miti.gov.my/index.php/pages/view/sta2010
https://www.customs.gov.sg/businesses/strategic-goods-control/strategic-goods-control-list/
https://www.dti.gov.ph/negosyo/strategic-trade-management/
https://www.secdiv.gov.pk/
https://www.bafa.de/EN/Foreign_Trade/Export_Control/export_control_node.html
เอกสารแนบ