EU เตรียมออกกฎหมายลดการปล่อย CO2จากอุตสาหกรรมการบิน | 1413
คณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างพิจารณาออกกฎหมาย ReFuelEU Aviation initiative ตามมติคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปกำหนดให้มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuels: SAF) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2568 และเป็นไปตามที่สหภาพยุโรป (European Union : EU) ได้ออกชุดข้อเสนอ Fit for 55 เมื่อปี 2564 เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือร้อยละ 55 ภายในปี 2573
นางสาวเบญจมาภรณ์ พรมเพิ่ม ผู้อำนวยการกองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า กรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2565 คณะมนตรีฯ ได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎหมาย ReFuelEU Aviation initiative ซึ่งเป็นหนึ่งใน 14 ข้อกฎหมายภายใต้ชุดข้อเสนอ Fit for 55 ซี่งเป็นไปตามนโยบาย European Green Deal ที่ EU ได้กำหนดมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน และเป็นหนึ่งในมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นทิศทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของโลกปัจจุบัน โดยกำหนดให้เพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันเชื้อเพลิง SAF กับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) สำหรับสายการบินที่จะลงจอดในสนามบินของกลุ่มประเทศสมาชิก EU เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมการบิน เพื่อใช้ในเครื่องบินโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนหรือดัดแปลงเครื่องยนต์ ซึ่งวิธีการดังกล่าวคล้ายกับการผสมน้ำมันไบโอดีเซลรวมกับน้ำมันดีเซลเพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิง SAF มีส่วนผสมจากเชื้อเพลิงสังเคราะห์และเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ขยะชีวภาพ น้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว เป็นต้น เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากการบินที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางเสียงและอากาศ เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ได้มากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ สูงถึงร้อยละ 2.5 ของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ และส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emission : GHGs) ในชั้นบรรยากาศถึงร้อยละ 14
ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบของก๊าซคาร์บอนฯ จากอุตสาหกรรมการบินที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ร่างข้อกฎหมายดังกล่าว กำหนดให้สายการบินฯ ต้องเพิ่มสัดส่วนของส่วนผสมระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิง SAF กับน้ำมันเชื้อเพลิง Jet Feul ร้อยละ 2 ในปี 2568 ร้อยละ 5 ในปี 2573 ร้อยละ 20 ในปี 2578 ร้อยละ 32 ในปี 2583 ร้อยละ 38 ในปี 2588 และร้อยละ 63 ในปี 2593 ตามลำดับ หากฝ่าฝืนจะมีการเรียกเก็บค่าปรับ เพื่อสนับสนุนกองทุนการบินที่ยั่งยืน (New Sustainable Aviation Fuel) และกระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมการวิจัยด้านเทคโนโลยีการบินที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ รวมถึงให้ผู้ประกอบธุรกิจการท่าอากาศยานของ EU รายงานการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง SAF ของเครื่องบินที่ลงจอดในสนามบินฯ ด้วย จากมาตรการดังกล่าวส่งผลให้เครื่องบินของไทยที่ลงจอดในสนามบินฯ ต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายดังกล่าวหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ในอนาคต ทั้งนี้ บางประเทศใน EU ได้เริ่มกำหนดมาตรการบังคับใช้ส่วนผสมน้ำมันเชื้อเพลิง SAF ในธุรกิจการบินของประเทศตนเองแล้ว เช่น สวีเดน ที่เริ่มทยอยใช้น้ำมันเชื้อเพลิง SAF ให้ได้ร้อยละ 27 ภายในปี 2573 เป็นต้น โดยสายการบินของไทยมีเส้นทางการบินไปกลุ่มประเทศ EU จำนวนมากถึง 7 ประเทศ คือ สวีเดน เดนมาร์ก เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจสายการบินของไทยควรเตรียมความพร้อมสำหรับการเพิ่มส่วนผสมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง SAF เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสายการบินและการให้บริการซ่อมบำรุงรักษาอากาศยานในไทย
นางสาวเบญจมาภรณ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงอากาศยานในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง SAF เพื่อรองรับการให้บริการแก่สายการบินระหว่างประเทศมากขึ้น และสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินของไทยให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการลดก๊าซ GHGs ให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี 2573 ตามแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย พ.ศ. 2564 – 2573 (NDC Action Plan on Mitigation) ที่เป็นไปตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศสมาชิกมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม
ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจสายการบินฯ และภาคอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงอากาศยานจึงควรศึกษากฎหมายดังกล่าว และเตรียมความพร้อมในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่ EU เตรียมบังคับใช้ต่อไป ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมตาม QR Code ที่แนบ และติดตามความเคลื่อนไหวของมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีอื่นๆ ได้จากเว็บไซต์ www.dft.go.th/th-th/บริการจากกรม/บริการข้อมูล-Information/มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ
เอกสารแนบ