เปลี่ยนการแสดงผล

แสดงรายละเอียด ข่าวกรมการค้าต่างประเทศ

“มาตรฐานสินค้าขาออก” เงื่อนไขทางการค้าในอดีต กับการอภิวัฒน์ไปสู่จุดแข็งทางการค้าในปัจจุบัน และอนาคต | 8640 

หากกล่าวถึง “มาตรฐานสินค้าขาออก” เชื่อได้ว่าท่านผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน คงต้องนึกถึงกฎหมายมาตรฐานสินค้าหลายฉบับจากหลาย ๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือกรมวิชาการเกษตร แต่คงมีน้อยคนนักจะรู้จักและร้องอ๋อเมื่อได้ยินใครบางคนกล่าวถึง “สำนักงานมาตรฐานสินค้า” ดังนั้น ในคราวนี้ผู้เขียนจึงขอใช้โอกาสอันพิเศษนี้ถ่ายทอดข้อมูลที่สำคัญตั้งแต่ Background ความเป็นมาเกี่ยวกับ “มาตรฐานสินค้าขาออก” และ “สำนักงานมาตรฐานสินค้า” ซึ่งเกี่ยวโยงกับการค้าระหว่างประเทศของไทยตลอดมาตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน

ก่อนอื่นใดผู้เขียนคงต้องนำพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจกับ “สินค้าขาออก” สักนิดหนึ่งก่อน

สินค้าขาออก หมายถึง สินค้าที่ส่งไปขายตลาดต่างประเทศโดยการขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ และทางเรือ หรือจะให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ “สินค้าส่งออก” นั่นเอง ดังนั้น “มาตรฐานสินค้าขาออก” ก็คือ การกำหนดมาตรฐานของสินค้าที่จะส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งเดิมสินค้าขาออกมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติส่งเสริมสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 กำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าขาออก สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 กำกับดูแลโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้า สังกัดกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐการในขณะนั้น ต่อมาในปี 2515 ได้มีการปรับโครงสร้างระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 216 218 และ 266 ปรับโอนภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าขาออกมาสังกัดกรมการค้าต่างประเทศ และในปี 2558 มีการประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติส่งเสริมสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 โดย พระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น พ.ศ. 2558 จึงเหลือเพียงกฎหมายฉบับเดียวที่นำมาบังคับใช้กับการบริหารจัดการสินค้าขาออกตั้งแต่บัดนั้นกระทั่งปัจจุบัน

พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503                                                       

หากจะสร้างความเข้าใจถึงมาตรฐานสินค้าขาออก ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสร้างความกระจ่างแก่ผู้อ่านคงหนีไม่พ้นประเด็นที่ว่า “ทำไมต้องมีมาตรฐานสินค้าที่เราส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ หรือร้ายกว่านั้นมีบางท่านถึงขนาดกล่าวว่า หน่วยงานรัฐจะมาสร้างกฎเกณฑ์เป็นเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดการส่งออกสินค้าของประเทศทำไม” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญยิ่งที่ผู้เขียนต้องสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชน ให้เห็นถึงข้อเท็จจริง ความจำเป็น และประโยชน์ในการดำเนินนโยบายดังกล่าวของกรมการค้าต่างประเทศ

การกำหนดมาตรฐานสินค้าขาออก กล่าวได้ว่าเป็นมาตรฐานสินค้าส่งออกที่มีอายุยาวนานตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตร หรือสังคมเกษตรกรรม ระบบเศรษฐกิจพึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะภาคการส่งออก ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลภายใต้การนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ปี 2502 - 2506) มีการออกแบบวางแนวทางการพัฒนาประเทศไทยในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นต้นแบบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปัจจุบัน และหนึ่งในนโยบายด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลขณะนั้นให้ความสำคัญ คือการพัฒนายกระดับการส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ประเทศไทยผลิตได้เกินความต้องการบริโภคในประเทศ และเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นต้น (Primary Goods) ที่ยังมิได้มีการแปรรูปมากนัก แต่ด้วยความที่การเพาะปลูกสินค้าเกษตรมีความเกี่ยวพันกับคนส่วนใหญ่ของประเทศและพื้นที่เพาะปลูกที่กระจัดกระจายอยู่ในทุกพื้นที่ จึงทำให้ต้องมีการรวบรวมสินค้าจากแหล่งเพาะปลูกในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อการส่งออก เป็นเหตุให้คุณภาพของสินค้ามีความหลากหลาย ประกอบกับปัญหาผู้ประกอบการบางรายที่ไม่สุจริตมักจะปลอมปนสินค้าให้มีคุณภาพต่ำลง เพื่อลดต้นทุนและได้รับส่วนต่างของกำไรที่มากขึ้น หรือบางรายขายสินค้าตัดราคากันด้วยวิธีการลดคุณภาพสินค้าจนเป็นผลทำให้สินค้ามีคุณภาพต่ำ ด้วยเหตุผลดังกล่าว กระทรวงเศรษฐการในขณะนั้น (ปัจจุบันคือกระทรวงพาณิชย์) จึงเล็งเห็นปัญหาว่า หากปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นย่อมเกิดความเสียหายแก่ผู้ส่งออกที่สุจริต และกระทบต่อรายได้ของผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร อันจะเป็นการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ดังนั้นในปี 2503 กระทรวงเศรษฐการ จึงได้เสนอการตราพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 ขึ้น และได้ประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2503 เป็นต้นมา ภายหลังมีการออกประกาศกฎหมายลูกออกมาบังคับใช้เป็นการเรียบร้อยแล้ว กระทรวงเศรษฐการจึงได้มีการประกาศกำหนดมาตรฐานสินค้าขาออกชนิดแรก คือ เมล็ดละหุ่ง ในปี 2504 ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยในขณะนั้น โดยการสกัดน้ำมันจากเมล็ดละหุ่งใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยา เครื่องสำอาง จารบี น้ำมันหล่อลื่น สีเคลือบ และไนล่อน ตามมาด้วยมาตรฐานไม้สักแปรรูป ในปี 2508 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ในปี 2514 กระทั่งกระทรวงพาณิชย์มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 ในปี 2522 เนื่องจากมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเป็นเวลานาน อีกทั้งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่เหมาะสมแก่การควบคุมและส่งเสริมการส่งออกสินค้ามาตรฐานขาออก ณ สถานการณ์ขณะนั้น โดยประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรี อธิบดี พนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า กำหนดให้มีวิธีการออกใบรับรองให้แก่สินค้าก่อนวันที่ประกาศกำหนดมาตรฐานสินค้าจะมีผลใช้บังคับ ตลอดจนกำหนดความผิดและโทษในการละเมิดข้อบทของกฎหมายในอัตราที่สูงขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถส่งเสริมและควบคุมคุณภาพของสินค้าขาออกให้เกิดประสิทธิผลยิ่งขึ้น ซึ่งต่อมาได้ประกาศกำหนดชนิดสินค้ามาตรฐานขาออกเพิ่มเติมจากเดิม ได้แก่ ปุยนุ่น ปอฟอก ข้าวโพด ถั่วเขียว ปลาป่น ถั่วเขียวผิวดำ ผ้าไหม เครื่องเงินไทย ข้าวหอมมะลิไทย แป้งมันสำปะหลัง และข้าวขาว เพื่อให้การกำกับดูแลคุณภาพสินค้าส่งออกของไทยสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดในขณะนั้น และในเวลาต่อมาเมื่อรูปแบบการค้าและการตลาดมีการเปลี่ยนแปลง ความต้องการของผู้ซื้อและผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนรูปแบบ ส่งผลให้การกำหนดมาตรฐานสินค้าขาออกที่กรมการค้าต่างประเทศ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าใช้บังคับอยู่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงได้มีการออกประกาศยกเลิกสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้าบางชนิด กระทั่งปัจจุบัน สำนักงานมาตรฐานสินค้ามีการกำกับดูแลสินค้ามาตรฐานขาออกรวม 9 ชนิด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปุยนุ่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ปลาป่น ถั่วเขียวผิวดำ ข้าวหอมมะลิไทย และแป้งมันสำปะหลัง

กลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าขาออก                                                                                                     

โดยหลักของการบริหารราชการแผ่นดิน การกำกับดูแลสิ่งใดสิ่งหนึ่งมิใช่เพียงแค่การตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับเท่านั้น จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ของกฎหมายดังกล่าว และกรอบแนวทางการบังคับใช้ เช่นเดียวกัน กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าขาออก หรือพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2522 จึงมีบทบัญญัติกำหนดหน่วยงานที่ต้องกำกับดูแลให้การค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐานเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งภายใต้กฎหมายฉบับนี้ มีกลุ่มบุคคล/หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. กลุ่มบริหารกฎหมาย โดย “คณะกรรมการมาตรฐานสินค้า” ซึ่งมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกรรมการอื่นไม่เกิน 6 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง (อยู่ในตำแหน่ง/วาระคราวละ 2 ปี) และหัวหน้าสำนักงานมาตรฐานสินค้าเป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดหรือยกเลิกสินค้าใดสินค้าหนึ่งเป็นสินค้ามาตรฐาน การกำหนดด่านศุลกากรที่ผู้ส่งหรือนำสินค้ามาตรฐานออกนอกราชอาณาจักรต้องแสดงใบรับรองมาตรฐานสินค้า การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดให้มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การกำหนดอัตราค่าบริการการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ตลอดจนการกำหนดแนวทางการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า

2. กลุ่มกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย แยกเป็น 2 กลุ่ม คือ

2.1. “สำนักงานมาตรฐานสินค้า ซึ่งกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าขาออก มีบทบัญญัติกำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานสินค้าขึ้นในกรมการค้าต่างประเทศ รับผิดชอบในกิจการอันเป็นหน้าที่ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน (ผู้ส่งออกสินค้ามาตรฐาน) การอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (บริษัทเซอร์เวย์) และผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (เซอร์เวเยอร์) โดยมอบหมายให้พนักงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้าไปตรวจการดำเนินงานของผู้ส่งออกและกำกับดูแลการปฏิบัติงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้าของผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าแก่ผู้ส่งออกสินค้ามาตรฐานเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรขาออก รายงานการส่งออกและการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ตลอดจนการดำเนินมาตรการตามบทลงโทษเมื่อพบผู้กระทำความผิด หรือขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด

2.2. “พนักงานเจ้าหน้าที่” คือ ข้าราชการ พนักงานของรัฐ หรือขององค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ตรวจตราการดำเนินงานของผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง จัดเก็บตัวอย่างสินค้า ยึดหรืออายัดสินค้ามาตรฐานและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกรณีมีเหตุสงสัยการกระทำผิด โดยมีอำนาจในการจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวนโดยไม่ต้องมีหมายจับ และมีหน้าที่ในการวินิจฉัยข้อโต้แย้งและปัญหาข้อพิพาทใด ๆ เกี่ยวกับสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้าตามพระราชบัญญัตินี้

3. กลุ่มที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ได้แก่ ผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน (ผู้ส่งออกสินค้ามาตรฐาน) ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (บริษัทเซอร์เวย์) และผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (เซอร์เวเยอร์) คือ กลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าขาออก

นอกจากนี้ กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าขาออก ยังได้กำหนดกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานตามบทบัญญัติของกฎหมายไว้อย่างชัดเจน โดยสามารถจัดแบ่งกรอบการดำเนินการตามกฎหมายได้ 3 ส่วน คือ

1) กำหนดกระบวนการขั้นตอนในการบริหารจัดการสินค้ามาตรฐาน ซึ่งประกอบด้วย 2 กระบวนการ ได้แก่ (1) กระบวนการขั้นตอนการส่งออกสินค้ามาตรฐาน  และ (2) กระบวนการขั้นตอนการประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และการปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ซึ่งตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ กำหนดให้ต้องออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการขอจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกสินค้ามาตรฐาน หรือตามกฎหมายที่ระบุว่า “ผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน” และการขอรับอนุญาตและการกำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติงานเป็นผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าอย่างสม่ำเสมอ

2) กำหนดกระบวนการขั้นตอนการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า

3) กำหนดกรอบการลงโทษและบทลงโทษกรณีการละเมิดกฎหมาย

มาถึงตรงนี้ ผู้เขียนขออนุมานเอาเองว่า ผู้อ่านคงมีความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้ามาตรฐาน มาตรฐานสินค้าขาออก ตลอดจนกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าขาออกอยู่พอประมาณ หรืออย่างน้อยคงมีความเข้าใจในเจตนารมณ์การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้มากขึ้นว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าของประเทศไทยโดยรวม และในสถานการณ์ปัจจุบันที่การผลิตและการค้าสินค้าของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสถานการณ์การค้าโลก กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการค้าต่างประเทศจึงเล็งเห็นความสำคัญต่อการสร้างแต้มต่อทางการค้าแก่ผู้ประกอบการไทยและบริบททางการค้าของไทย โดยเฉพาะในภารกิจการยกระดับการอำนวยความสะดวกด้านการส่งออกสินค้ามาตรฐานทั้ง 9 ชนิด ดังนั้น กรมการค้าต่างประเทศจึงให้ความสำคัญต่อการปรับโฉมองค์กรโดยมุ่งเน้น “การเป็นพันธมิตรและพี่เลี้ยงกับภาคธุรกิจ” เปลี่ยนทิศทางการให้บริการสาธารณะของหน่วยงานจากการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย Regulator” เป็น “พี่เลี้ยงทางการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trade Mentor” แทน ก้าวสู่ DFT New Generation ซึ่งโดยรวมยังคงยึดมั่นต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503  หากแต่มุ่งเป้าประสงค์ในการสร้างแต้มต่อทางการค้าด้วยกลไกด้านคุณภาพมาตรฐานสินค้าเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อสนับสนุนการส่งออกสินค้ามาตรฐาน และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ มาตรฐานสินค้า พัฒนายกระดับการให้บริการด้านมาตรฐานสินค้าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณภาพมาตรฐานสินค้าของไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดโลก ผู้เขียนกล่าวได้อย่างภาคภูมิใจว่าในปัจจุบันสินค้ามาตรฐานขาออกของไทยถือได้ว่าเป็นมาตรฐานสินค้าชั้นนำในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าข้าวหอมมะลิไทย ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในตลาดโลกและตลาดต่างประเทศต่างเชื่อมั่นในมาตรฐานคุณภาพของสินค้าไทย และใช้เป็นมาตรฐานสินค้าขั้นต้นในการซื้อขายสินค้าดังกล่าวในตลาดต่างประเทศ

สำหรับฉบับหน้า อยากให้ท่านผู้อ่านกดติดตามไว้เลย เราจะมาพบกับ Key Players สำคัญที่เป็นผู้ขับเคลื่อนการส่งออกสินค้ามาตรฐานซึ่งสร้างมูลค่าการค้าเข้าประเทศถึงปีละกว่า 7,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วเรามาดูกันว่าท่านผู้อ่านเป็นหนึ่งใน Key Players เหล่านั้นหรือไม่ เจอกันอีกครั้งเร็ว ๆ นี้

เอกสารแนบ