EU เพิ่มความเข้มข้นในการนำเข้าสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ (ที่ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์) | 864
EU เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมสินค้านำเข้าประเภทอาหารและอาหารสัตว์ (ที่ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์) บางรายการ เพื่อป้องกันความเสี่ยงซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2566 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่ระเบียบ Commission Implementing Regulation (EU) 2023/174 แก้ไขระเบียบ (EU) 2019/1793 ว่าด้วยการยกระดับการควบคุมชั่วคราวและมาตรการฉุกเฉินในการกำกับดูแลสินค้านำเข้าประเภทอาหารและอาหารสัตว์ (ที่ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์) บางรายการ อาทิ ถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์ผลไม้แห้งที่มีเปลือก น้ำมันปาล์ม เสาวรส เมลอน ใบกะเพรา ใบสะระแหน่ ใบผักซี ใบโหระพา ใบพลู ใบแกง ใบบัวบก มะรุม มะนาว พริก ขึ้นฉ่าย หัวผักกาด ถั่วฝักยาว ยี่หร่า กระเจี๊ยบเขียว ข้าว เมล็ดงา เมล็ดแตงโม และซอสมะเขือเทศ เป็นต้น เนื่องจากสินค้าดังกล่าวมักถูกสุ่มตรวจพบว่ามีการปนเปื้อนของยาปราบศัตรูพืช สารอัลคาลอยด์ สารอะฟลาทอกซิน สารเอทิลีนออกไซด์ สารโอคราท็อกซิน เชื้อซัลโมเนลลา สีย้อม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์
ทั้งนี้ ภายใต้ระเบียบดังกล่าว EU จะจัดทำรายการสินค้ารวมถึงรายชื่อประเทศต้นทางที่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมไว้ในภาคผนวก และจะมีการทบทวนทุก 6 เดือน โดยพิจารณาจากข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน อาทิ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ผลการรายงานการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของ EU ผ่านระบบแจ้งเตือน Rapid Alert System for Food and Feed (RASFF) ตลอดจนเอกสารและข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบสินค้าของประเทศสมาชิก ในกรณีที่สินค้าใดหรือจากต้นทางใดมีอัตราความถี่ในการถูกสุ่มตรวจพบว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของ EU จะถูกยกระดับการควบคุมที่เข้มข้นขึ้น เช่น กำหนดเงื่อนไขพิเศษและเพิ่มความถี่ในการถูกสุ่มตรวจสินค้าขาเข้า (เช่น การ
สุ่มตรวจร้อยละ 5 10 20 30 50 70 และ 80 ตามลำดับ) และ EU จะลดระดับความเข้มข้นของการควบคุมเมื่อสินค้าจากประเทศต้นทางดังกล่าวปฏิบัติตามกฎหมายได้ถูกต้อง และจะถูกลบออกจากภาคผนวกในที่สุด
นายรณรงค์ฯ กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2563 - 2565 ไทยและ EU มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเฉลี่ยปีละ 1,422,811 ล้านบาท โดยในปี 2565 ไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรกรรม (กสิกรรม ปศุสัตว์ และประมง) ไปยัง EU มูลค่า 87,687 ล้านบาท ประกอบด้วย ไก่แปรรูป ยางพารา ข้าว เนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ปลาหมึกมีชีวิตแช่เย็นแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ผักสดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง เป็นต้น ซึ่ง EU มีความเข้มงวดด้านการตรวจสอบควบคุมความปลอดภัยอาหารและสุขอนามัยพืชเป็นอย่างมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าประเภทอาหารและอาหารสัตว์ (ที่ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดจากสัตว์) ไปยัง EU ควรศึกษา ติดตาม ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอนการผลิตให้ได้มาตรฐาน ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยวการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุภัณฑ์ การขนส่งเพื่อจำหน่าย ตลอดจนการขอรับรองมาตรฐานต่าง ๆ เช่น มาตรฐาน Good Agricultural Practices (GAP) การขอใบรับรองปลอดศัตรูพืช Phytosanitary Certificate (PC) ประกอบการส่งออก ปฏิบัติตามกฎหมายอาหารทั่วไป (General Food Law) ของ EU ตลอดจนบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร และการแสดงข้อมูลบนฉลากในส่วนของสินค้าผักและผลไม้สด จะต้องควบคุมการปนเปื้อนจากสารพิษจากเชื้อรา สารโลหะหนัก การควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ รวมถึงตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน อาทิ มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มาตรฐานด้านกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น

โดยผู้ประกอบการสามารถติดต่อขอรับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานได้ที่กรมวิชาการเกษตร หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ตาม QR Code ที่ปรากฏ

เอกสารแนบ