เปลี่ยนการแสดงผล

แสดงรายละเอียด ข่าวกรมการค้าต่างประเทศ

กรมการค้าต่างประเทศพร้อมดันความตกลง AANZFTA และ ATIGA ฉบับอัปเกรด | 223 

กรมการค้าต่างประเทศเจรจาอัปเกรดความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงอาเซียน (ATIGA) ยกระดับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าให้ทันสมัย ตอบโจทย์การอำนวยความสะดวกทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2565 กรมการค้าต่างประเทศมีอำนาจหน้าที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ให้กับผู้ส่งออกของไทยได้เข้าร่วมการเจรจาปรับปรุงความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ในบทว่าด้วยกฎถิ่นกำเนิดและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับสำคัญ ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area: AANZFTA) และความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) โดยมีการปรับปรุงเนื้อหาสาระด้านกฎเกณฑ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคการใช้สิทธิพิเศษทางภาษี และผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับประเด็นการค้าใหม่ ๆ

นายรณรงค์ฯ กล่าวว่า FTAs มีวัตถุประสงค์เปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งด้านสินค้า บริการ และการลงทุน รวมทั้งกำหนดกติกาที่เป็นประโยชน์ต่อการค้าของสมาชิก ในส่วนของบทที่เกี่ยวข้องกับสินค้า อาทิ การลดภาษีนำเข้าสินค้า การเปิดเสรีการค้าสินค้าให้สูงขึ้นด้วยการยกเลิกภาษีหรือลดอัตราภาษีลงถึง 0% กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และประเด็นที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยในปัจจุบัน ไทยมี FTAs ที่มีผลบังคับใช้ 14 ฉบับ โดย FTA ฉบับบแรกคือ ATIGA มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 และฉบับล่าสุด คือ RCEP ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มกราคม 2565 แม้ว่าความตกลงจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่มีหลายฉบับที่กรมการค้าต่างประเทศต้องติดตามการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อแก้ไขอุปสรรคปัญหาที่เกิดจากการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) รวมทั้งเข้าร่วมการเจรจาเพื่อปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและระเบียบปฏิบัติในการออกหลักฐานการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า โดยการเจรจาปรับปรุง FTAs จะเน้นการยกระดับให้สอดรับกับรูปแบบการค้าและห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบัน

นายรณรงค์ฯ ได้แจ้งข่าวดีว่า สำหรับ AANZFTA ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2553 กรมการค้าต่างประเทศได้เข้าร่วมเจรจาในการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (AANZFTA Committee on Rules of Origin) และสามารถสรุปผลการเจรจาได้อย่างมีนัยสำคัญแล้วเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2565 โดยจากนี้ ก็จะให้มีการลงนามในพิธีสารว่าด้วยการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ประเด็นสำคัญที่สามารถสรุปผลการเจรจาได้ คือ การเพิ่มรูปแบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองโดยผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต หรือ Self-Declaration by Approved Exporter ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการลดขั้นตอนในการออกเอกสารส่งออกและลดต้นทุนด้านเอกสารให้แก่ผู้ส่งออกในระยะยาวได้ เนื่องจากผู้ส่งออกไม่จำเป็นต้องมาขอ C/O จากกรมการค้าต่างประเทศ เพียงแต่จะต้องขอขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศเพื่อให้ได้เลขทะเบียนเป็นผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต (Approved Exporter) ก่อนจึงจะสามารถรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองลงบนเอกสารทางการค้า เช่น Invoice หรือจดหมายที่มีชื่อ-ที่อยู่ของบริษัทได้ โดย AANZFTA จะเป็นความตกลงฉบับที่ 3 ของไทยที่สามารถใช้รูปแบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองดังกล่าวได้ เพิ่มเติมจากความตกลงอาเซียน และ RCEP ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ในส่วนของ ATIGA ได้มีการเริ่มเจรจา “ยกเครื่อง” ความตกลงทั้งฉบับในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีนับจากการบังคับใช้เมื่อปี 2553 โดยได้ผลักดันประเด็นที่จะช่วยสร้างแต้มต่อและลดข้อเสียเปรียบของไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นที่เป็นคู่แข่งของไทย เช่น การปรับปรุงระเบียบปฏิบัติให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคธุรกิจด้านโลจิสติกส์ในการเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) หรือ “Hub” การแก้ไขกฎระเบียบให้เอื้อต่อการเชื่อมโยงข้อมูลทางการค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์และส่งเสริมการค้าไร้กระดาษ (Paperless Trade) เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ภาคเอกชน รวมถึงการพิจารณาถิ่นกำเนิดสำหรับสินค้าที่ใช้แล้วผ่านกระบวนการผลิตซ้ำเป็นสินค้าใหม่ (Remanufactured Goods) และการใช้หลักการสะสมถิ่นกำเนิดแบบเต็มส่วน (Full Cumulation) ที่ช่วยเอื้อให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) มีส่วนในห่วงโซ่อุปทานและเข้าถึงตลาดในภูมิภาคจากการใช้สิทธิประโยชน์

“ประเด็นด้านถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นหัวใจสำคัญที่ชี้ว่าภาคเอกชนโดยเฉพาะภาคการส่งออกจะมาใช้สิทธิประโยชน์ FTA ได้จริงหรือไม่ กรมการค้าต่างประเทศที่กำกับดูแลการออก C/O เพื่อใช้สิทธิฯ FTA ได้ติดตามปัญหาอุปสรรคของผู้ส่งออกไทยมาโดยตลอด จึงถือเป็นภารกิจสำคัญในการยกประเด็นปัญหาและความต้องการของภาคเอกชนที่ได้รับแจ้งขึ้นหารือบนโต๊ะเจรจาเพื่อปรับปรุงความตกลงให้สอดคล้องกับภาวะการค้าในปัจจุบัน และสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยได้มากที่สุด” นายรณรงค์ฯ กล่าวเสริม

กรมการค้าต่างประเทศ พร้อมให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ โทร. 1385 เว็บไซต์ www.dft.go.th และ Line Official @gsp_helper


เอกสารแนบ