เปลี่ยนการแสดงผล

en-USth-TH

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)


จะต้องปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของอาหาร คือ 

  1. ประเภทอาหารที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ดูแล คือ เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ เนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ไข่และผลิตภัณฑ์ ต้องทำตามระเบียบของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ โดยหาข้อมูลที่เว็บไซต์: www.fda.gov อาหารประเภทอื่น นอกเหนือจากข้อ 1 ให้ทำตามระเบียบของหน่วยงานอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) เว็บไซต์: www.fda.gov
  2. รวมทั้งต้องจดทะเบียนสถานประกอบการอาหารภายใต้กฎหมายป้องกันการก่อการร้ายทางชีวภาพ (Bioterrorism Act) ซึ่งครอบคลุมเฉพาะสินค้าที่ FDA (Food and Drug Administration) ดูแล สามารถตรวจสอบวิธีการลงทะเบียนทาง Internet และข้อมูลเกี่ยวกับ Bioterrorism Act ตามขั้นตอนดังนี้
    สามารถยื่นจดทะเบียนสถานที่ประกอบการอาหารกับ USFDA ได้ 2 วิธี
    วิธีที่ 1
    - ลงทะเบียนผ่านทางเว็ปไซต์ www.fda.gov ภายใต้หัวข้อ Registration of Food
    - ยื่นขอแบบฟอร์มและส่งทางไปรษณีย์ ถึง U.S. Food and Drug Administration/Food Facility Registration 5100 Paint Branch Parkway, HFS-681, College Park, MD 20993 USA
    โทรศัพท์: 1-800-216-7331 หรือ 1-301-575-0156
    วิธีที่ 2
    - แจ้งข้อมูลสินค้าล่วงหน้าก่อนนำเข้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (ปกติผู้นำเข้าจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ) 24 ชั่วโมง ก่อนสินค้าเดินทางมาถึงสหรัฐฯ (Prior Notice of Imported Food)

สามารถค้นหาข้อมูลได้จากเว็บไซด์กระทรวงพาณิชย์ www.moc.go.th โ ดยเข้าไปที่ สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย โทร. 0 2507 7286 หรือสอบถามได้ที่เว็บไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th โทร. 0 2507 7999 หรือสายด่วน 1169

สินค้าที่มีการซื้อขายทั่วไป แต่สามารถนำไปใช้ออกแบบ/พัฒนา/ผลิต/ใช้/ดัดแปลงเป็นอาวุธที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งก่อสร้าง และสภาพแวดล้อมในวงกว้าง ได้แก่ อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธรังสี อาวุธเคมี และอาวุธชีวภาพ เป็นต้น หรือที่เรียกว่า อาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction :WMD)  เช่น ตัวอย่าง

เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์ เป็นวัสดุที่ใช้ในการผลิตไม้เทนนิส  ไม้กอล์ฟ และอุปกรณ์กีฬาอื่น ๆ   ในขณะ เดียวกันก็สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นชิ้นส่วนขีปนาวุธได้ 

ชื้อไวรัส สามารถใช้ผลิตเป็นเซรุ่มได้ แต่ก็สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นอาวุธชีวภาพ  

สารโปแตสเซียมไซยาไนด์ สามารถใช้ทำความสะอาดโลหะหรือสกัดสินแร่ แต่ก็สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นอาวุธเคมี

เครื่องหมักเชื้อ สามารถใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น การผลิตไวน์และเบียร์ และใช้ในการผลิตยาและวัคซีน ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ในการผลิตเชื้อโรคและสารพิษได้ 

เครื่องวัดความเร่ง ใช้ในการควบคุมถุงลมนิรภัยของรถยนต์หรือใช้ตรวจจับความแรงของแผ่นดินไหว แต่ก็สามารถนำไปใช้ในด้านขีปนาวุธได้  

มาราจิ้งสตีล (Maraging Steel) ใช้ในการผลิตโครงจักรยานและหน้าไม้กอล์ฟ แต่ก็สามารถนำไปใช้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้  

  1. จดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (ผู้ส่งออก)  ที่กองมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออก  กรมการค้าต่างประเทศ
  2. แจ้งให้มีการตรวจสอบสต๊อกในครอบครองตามวันที่ประกาศกำหนด  (กรณีมีระเบียบเกี่ยวกับการให้แจ้งสต๊อกในครอบครอง) 
  3. ขอรับใบอนุญาตส่งออก
  4. ยื่นคำร้องขอให้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า (ตามแบบ มส.13)  ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  5. จัดให้มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง
  6. รับใบรับรองมาตรฐานสินค้า (ตามแบบ มส. 24) ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 
  7. ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Certificate of Origin (เฉพาะกรณีการส่งออกไปสหภาพยุโรปต้องใช้ Certificate Of Origin for Imports of Agricultural Products into the European Economic Community) ที่สำนักบริการการค้าต่างประเทศ   กรมการค้าต่างประเทศ 
  8. รายงานการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังต่อสำนักงานมาตรฐานสินค้า (แบบ มส. 25)   ผ่านระบบบริการมาตรฐานสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งออก)

จดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน ผู้ส่งออกต้องยื่นขอจดทะเบียน (แบบ มส.1) กับกองมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้

  1. ในกรณีเป็น - นิติบุคคล  ต้องมีวัตถุประสงค์ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าทำการค้าขาออก
    • บุคคลธรรมดา ต้องเป็นผู้มีอาชีพทำการค้าขาออก
  2. เป็นสมาชิกของสมาคมการค้าที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการส่งเสริมการค้าสินค้ามาตรฐานชนิดที่ขอจดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าขาออก
  3. มีเงินทุนที่ชำระแล้ว หรือที่นำมาใช้ในการประกอบพาณิชย์กิจตามที่จดทะเบียนไว้ ณ หอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท หรือสำนักงานทะเบียนพาณิชย์แล้วแต่กรณี ดังนี้
    • สินค้าข้าวหอมมะลิไทยและข้าวขาว  -  ต้องมีเงินทุนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท
    • สินค้ามาตรฐานอื่น ๆ   -  ต้องมีเงินทุนที่ชำระแล้วไม่ต่ำกว่า   200,000 บาท
  4. มีสำนักที่แน่นอนและเหมาะสมสำหรับใช้เป็นสำนักงานทำการค้าขาออก รวมทั้งมีพนักงานและอุปกรณ์ที่จำเป็นแก่การดำเนินธุรกิจ   ใช้เวลาในการดำเนินการ 3-5 วันทำการ
    หมายเหตุ : ท่านสามารถยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าขาออก (แบบ มส.1) ผ่านระบบให้บริการมาตรฐานสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานทะเบียนและใบอนุญาตสินค้ามาตรฐาน กองมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ  โทร. 0 2547 4749-50  หรือค้นหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ www.dft.go.th  
    เลือกแบนเนอร์    กฎระเบียบขั้นตอนการส่งออกสินค้ามาตรฐาน    กฎระเบียบขั้นตอนการส่งออกสินค้ามาตรฐาน 

  5. ผู้ส่งออกต้องจัดให้มีการตรวจสอบ และขอใบรับรองมาตรฐานสินค้าเพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานศุลกากรทางด่านศุลกากรที่รัฐมนตรีกำหนด

ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 สินค้ามาตรฐานที่ได้กำหนดมาตรฐานสินค้าส่งออกในปัจจุบัน มี 11 ชนิดได้แก่

  1. ข้าวโพด 
  2. ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง  
  3. ข้าวหอมมะลิไทย
  4. ข้าวขาว
  5. ข้าวฟ่าง
  6. แป้งมันสำปะหลัง
  7. ปลาป่น
  8. ไม้สักแปรรูป
  9. ปุยนุ่น
  10. ถั่วเขียว
  11. ถั่วเขียวผิวดำ 

 

มาตรการเยียวยาทางการค้า คือ มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผลกระทบที่เกิดจากการนำเข้าสินค้าอย่างไม่เป็นธรรมส่งผลให้อุตสาหกรรมภายในผู้ได้รับความเสียหายสามารถปรับตัวและต่อสู้กับสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าวได้ มาตรการเยียวยาทางการค้าประกอบด้วย

  1. มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping: AD)  การทุ่มตลาด คือ การส่งออกสินค้าจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเพื่อประโยชน์ในทางพาณิชย์ โดยที่ราคาส่งออกนั้นต่ำกว่ามูลค่าปกติของสินค้าชนิดเดียวกันที่จำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในประเทศผู้ส่งออก/ผู้ผลิตเอง
  2. มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty: CVD)  การอุดหนุน คือ การดำเนินมาตรการ
    ช่วยเหลือและสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมของภาครัฐที่ให้แก่ผู้ประกอบการของประเทศตนเพื่อให้สินค้าถูกลงส่งผลให้มีความได้เปรียบทางการค้า หรือเพื่อให้มีการเพิ่มปริมาณการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ หรือการลดปริมาณการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
  3. มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure: SG)  มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น คือ มาตรการซึ่งประเทศผู้นำเข้าจะนำมาใช้เมื่อสินค้านำเข้ามีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน หรือสินค้าที่แข่งขันกันกับสินค้านั้น

  1. ยื่นคำขออนุญาตเป็นผู้ประกอบการค้าข้าวที่กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 2  กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัด ค่าธรรมเนียมปีละ 20,000 บาท
  2. ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าวที่ กองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
  3. ทำบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้า บัตรราคาใบละ 200 บาท
  4. จดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน (ข้าวหอมมะลิไทย หรือข้าวขาว)  ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ ค่าธรรมเนียม 2,500 บาท/สินค้า ค่าธรรมเนียมต่ออายุปีละ 200 บาท/สินค้า
  5. การขอใบอนุญาตส่งออกข้าวต้องเสียค่าใช้จ่ายชุดละ 30 บาท
  6. ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย  หรือข้าวขาว  โดยผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (บริษัทเซอร์เวย์) ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้า สืบค้นข้อมูลรายชื่อบริษัทเซอร์เวย์ได้ที่ www.dft.go.th   
    เลือกแบนเนอร์   FAQ      
    • ตรวจปล่อยสินค้าบรรทุกเรือใหญ่ หรือเรือลำเลียง ตันละไม่เกิน 18 บาท
    • ตรวจปล่อยสินค้าบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ตู้แรกไม่เกิน 1,500 บาท ตู้ต่อไปตันละไม่เกิน 18 บาท
  7. ค่าใช้จ่ายในการขอออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย หรือข้าวขาว ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ ฉบับละ 120 บาท
  8. ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบข้าวชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่สินค้ามาตรฐาน  โดยสำนักงานคณะกรรมการตรวจข้าว  สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มีดังนี้
    • เป็นสมาชิกสภาหอการค้าฯ เก็บอัตราตันละ 3.50 บาท
    • ไม่เป็นสมาชิกสภาหอการค้าฯ เก็บอัตราตันละ 7 บาท
  9. หากต้องการเป็นสมาชิกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย หรือสมาคมโรงสีข้าวไทย
    • ค่าสมาชิกแรกเข้าสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย รายละ 20,000 บาท, สมาคมโรงสีข้าวไทยรายละ 1,000 บาท3.50 บาท
    • ค่าบำรุงรายปีสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ปีละ 6,000 บาท หรือเดือนละ 500 บาท, สมาคมโรงสีข้าวไทยปีละ 4,000 บาทไม่มีรายเดือน
    • ค่าบำรุงพิเศษสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ตันละ 1.50 บาท โดยเก็บตามจำนวนตันของข้าวที่ส่งออก, สมาคมโรงสีข้าวไทยไม่เรียกเก็บ

  • การส่งออกข้าวไปจำหน่ายต่างประเทศทุกประเทศ สามารถส่งออกได้โดยไม่ต้องยื่นขอโควตาเพื่อการส่งออก
  • ขั้นตอนการส่งออกข้าวไปต่างประเทศมีขั้นตอน  ดังนี้   

ขั้นตอนที่ 1 ยื่นคำขออนุญาตเป็นผู้ประกอบการค้าข้าวประเภทค้าส่งไปจำหน่ายต่างประเทศที่ กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 2 กรมการค้าภายใน (กำหนดอายุถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี) 

ขั้นตอนที่ 2 ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าว  ที่กองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ 

ขั้นตอนที่ 3 กรณีส่งออกข้าวที่เป็นสินค้ามาตรฐาน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย และข้าวขาว 100% ชั้น1  ข้าวขาว 100% ชั้น2  ข้าวขาว 100% ชั้น3  ข้าวขาว 5%   ข้าวขาว 10%   ข้าวขาว15% ข้าวขาว 25% เลิศ และข้าวขาว 25%  ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย หรือผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐานข้าวขาวที่สำนักงานมาตรฐานสินค้า  กรมการค้าต่างประเทศ (กำหนดอายุถึง วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี)

ขั้นตอนที่ 4 ขอใบอนุญาตส่งออกข้าว (ข้าวทุกชนิด/ประเภท)  ที่สำนักบริการการค้าต่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ

ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบคุณภาพข้าวก่อนส่งออกไปต่างประเทศ  ดังนี้

  • กรณีส่งออกข้าวที่ไม่ใช่สินค้ามาตรฐาน ให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการตรวจข้าว สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • กรณีส่งออกข้าวที่เป็นสินค้ามาตรฐาน ให้ยื่นคำขอให้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า (มส.13/1 สำหรับข้าวหอมมะลิไทย และมส. 13/3 สำหรับสินค้าข้าวขาว) ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ โดยผ่านระบบบริการมาตรฐานสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ แจ้งผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (บริษัทเซอร์เวย์) ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย และ/หรือข้าวขาว

ขั้นตอนที่ 6 ขอใบรับรองมาตรฐานสินค้า ข้าวหอมมะลิไทย (มส.24/1) และข้าวขาว (มส.24/3)  ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ เพื่อแสดงต่อพนักงานศุลกากร

ขั้นตอนที่ 7 ดำเนินพิธีการส่งออกที่กรมศุลกากร  โดยการส่งข้าวออกไปจำหน่ายต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษีอากรในการส่งออก

ขั้นตอนที่ 8 รายงานการส่งออกสินค้ามาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย และ/หรือข้าวขาว  ต่อสำนักงานมาตรฐานสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ (ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ส่งออก) กรณีการส่งออกข้าวขาวและข้าวชนิดอื่นๆ ที่ไม่ได้กำหนดเป็นสินค้ามาตรฐานและมาตรฐานสินค้า ให้ดำเนินการเฉพาะขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนที่ 4 ขั้นตอนที่ 5(1) และขั้นตอนที่ 7

น้ำมันปาล์ม หมายความว่า น้ำมันปาล์มและแฟรกชั่นของน้ำมันปาล์ม จะทำให้บริสุทธิ์หรือไม่ ก็ตามแต่ต้องไม่ดัดแปลงทางเคมี ตามพิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าประเภทย่อยที่ 1511.10.00, 1511.90.11, 1511.90.19, 1511.90.91 , 1511.90.92 ,  1511.90.99

น้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม หมายความว่าน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์มและแฟรกชั่นของน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม ตามพิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าประเภทย่อยที่ 1513.21.10, 1513.21.90, 1513.29.11, 1513.29.12, 1513.29.13, 1513.29.14, 1513.29.91, 1513.29.92, 1513.29.94, 1513.29.95, 1513.29.96, 1513.29.97

มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการนำเข้า ดังนี้

การนำเข้าตามความตกลง WTO

  1. การนำเข้าในโควตา  องค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้าแต่เพียงผู้เดียว
  2. การนำเข้านอกโควตา  กระทรวงพาณิชย์ได้ออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข ดังนี้
    • ต้องเป็นโรงงานสกัดหรือโรงกลั่นน้ำมันปาล์มหรือน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม หรือนิติบุคคล ที่มีประวัติประกอบกิจการค้าน้ำมันปาล์มหรือน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม
    • ต้องจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้ากับกรมการค้าต่างประเทศ
  3. กรณีนำเข้าเพื่อส่งออก นอกจากจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข การนำเข้าข้างต้นแล้ว ผู้ขอหนังสือรับรองจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงและความยินยอมที่ทำไว้กับกระทรวงพาณิชย์ โดยต้องรับซื้อผลผลิตภายในประเทศเท่ากับปริมาณที่นำเข้า และต้องส่งออกในปริมาณ ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของที่นำเข้าภายใน 30 วัน นับแต่วันนำเข้า

การนำเข้าตามความตกลง AFTA

ไม่จำกัดปริมาณการนำเข้า กำหนดให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้นำเข้าแต่เพียงผู้เดียว โดยมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบ Form D ไปแสดงเพื่อประกอบพิธีการนำเข้าต่อกรมศุลกากร